เปลี่ยนวัน
เลวีนิติ 8-10 และ มัทธิว 25:31-46
เลวีนิติ 8-10 (Lev. 8–10)
บทที่ 8 ถึงพิธีแต่งตั้งและบุตรเป็นปุโรหิต จุดที่สะดุดตาคือ "เอาเลือดแกะป้ายที่ปลายหูขวาของอาโรนและที่นิ้วหัวแม่มือข้างขวาและที่นิ้วหัวแม่เท้าข้างขวา" (NTV) เลือดสามจุดนี้หมายถึงชีวิตทั้งหมดที่มอบให้พระเจ้า ทั้งหูสำหรับฟัง มือสำหรับรับใช้ และเท้าสำหรับเดินตามทางของพระองค์[1]
ในบทที่ 9 วันที่อาโรนเริ่มทำหน้าที่จริงก็มาถึง "มีเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากเบื้องหน้า พระผู้เป็นเจ้า และไหม้สัตว์ที่ใช้เผาเป็นของถวาย" (NTV) ไฟนี้มาจากพระเจ้าเอง จึงเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์ทรงรับเครื่องบูชาและสถิตอยู่ท่ามกลางพวกเขา[2]
แต่ความยินดีนั้นไม่ยืนยาว ในบทที่ 10 และบุตรของอาโรนนำกระถางเครื่องหอมมาและ "ถวายไฟต้องห้าม ณ เบื้องหน้า พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พระองค์บัญชาให้กระทำ" (NTV) ไฟที่พวกเขาใช้ไม่ใช่ไฟจากแท่นบูชา แต่เป็นไฟธรรมดาที่หามาเอง[3] เปลวไฟจากพระเจ้าจึงเผาผลาญทั้งสองจนเสียชีวิตท่ามกลางความยินดีของประชาชน เมื่อบอกว่า "บรรดาผู้ที่เข้ามาใกล้เราควรจะปฏิบัติต่อเราตามอย่างที่เราบริสุทธิ์" (NTV) อาโรนกลับนิ่งเงียบ ความเงียบนั้นแสดงทั้งความเจ็บปวดของพ่อ และการยอมจำนนต่อความยุติธรรมของพระเจ้า[4]
ทว่าบทนี้ไม่ได้จบที่การลงโทษ กฎหมายให้ปุโรหิตกินเนื้อเครื่องสักการะนั้นในที่บริสุทธิ์ เพราะพวกเขาเป็นผู้แบกความผิดของประชาชน แต่โมเสสพบว่าเนื้อถูกเผาไปเสีย จึงโกรธบุตรสองคนที่เหลือของอาโรน โดยไม่กล่าวโทษอาโรนเอง เพราะรู้ว่าบิดาผู้นี้กำลังจมอยู่กับความโศก[5]
อาโรนกลับเป็นฝ่ายตอบเองว่า "หากว่าวันนี้เรารับประทานเครื่องสักการะเพื่อลบล้างบาป แล้วเราจะเป็นที่ยอมรับ ณ เบื้องหน้า พระผู้เป็นเจ้า หรือ" (NTV) เขายอมรับว่าเขาควรกิน แต่ขอให้คิดถึงวันนั้น อาหารมื้อนี้ควรกินด้วยความยินดีและขอบคุณ ไม่ใช่ด้วยความโศกเศร้า[6] ชาวยิวเองก็ถือกันว่ามหาปุโรหิตถวายเครื่องบูชาได้ขณะไว้ทุกข์ แต่กินไม่ได้[7] อาโรนจึงไม่แน่ใจว่าการกินเนื้อบริสุทธิ์ด้วยใจที่ชอกช้ำจะเป็นที่พอพระทัยหรือไม่[8]
โมเสสฟังแล้วก็พอใจ เพราะเห็นว่าอาโรนได้พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ได้แข็งข้อ[9] บทนี้จึงวางความบริสุทธิ์ที่ไม่อาจต่อรองไว้คู่กับความเข้าใจที่อ่อนโยนต่อหัวใจที่ชอกช้ำ
มัทธิว 25:31-46 (Mt. 25:31-46)
คำสอนบนภูเขามะกอกจบลงด้วยฉากการพิพากษาครั้งสุดท้าย เสด็จมาด้วยสง่าราศี ประทับบนบัลลังก์ และรวบรวมคนทุกชาติมาไว้เบื้องหน้า ตามที่ข้อ 32 กล่าวว่า "ท่านจะแยกพวกเขาออกจากกัน ดังเช่นผู้เลี้ยงดูฝูงแกะจำแนกแกะออกจากแพะ" (NTV) แกะและแพะในตะวันออกกลางมักหากินอยู่ในทุ่งเดียวกันจนแยกแทบไม่ออก จุดสำคัญของภาพนี้จึงอยู่ที่การแยกออกจากกัน ไม่ได้อยู่ที่แพะเป็นสัตว์เลวร้าย เพราะในสมัยนั้นแพะยังเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรีด้วย[10] ส่วนด้านขวาที่แกะได้ไปคือด้านแห่งเกียรติ[11]
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเกณฑ์ที่ใช้ตัดสิน กษัตริย์ไม่ได้ถามถึงความรู้ทางศาสนา ตำแหน่ง หรือพิธีกรรมที่เคยทำ แต่ทรงนับการดูแลคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ทั้งคนหิว คนกระหาย คนแปลกหน้า คนไม่มีเสื้อผ้า คนป่วย และคนในคุก แล้วทรงเปิดเผยความลับในข้อ 40 ว่า "เท่าที่พวกเจ้าได้กระทำต่อผู้ที่ต่ำต้อยคนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนได้กระทำต่อเราด้วย" (NTV) พระองค์ทรงผูกพระองค์เองไว้กับคนที่สังคมมองข้าม[12]
น่าสังเกตว่าทั้งสองกลุ่มประหลาดใจเหมือนกัน กลุ่มแรกจำไม่ได้เลยว่าเคยช่วยพระองค์เมื่อไร เพราะความเมตตาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตจนไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรลงไป ส่วนอีกกลุ่มก็ไม่เคยคิดว่าตนพลาด เพราะมัวแต่มองหาพระเจ้าในที่สูงส่ง ในวันนี้มีใครรอบตัวที่เราพอจะช่วยได้ และเราจะเห็นพระองค์ในคนคนนั้นได้อย่างไร
แหล่งอ้างอิง
- [1]“was doubtless intended to signify that they should dedicate all their faculties and powers to the service of God; their ears to the hearing and study of his law, their hands to diligence in the sacred ministry and to all acts of obedience, and their feet to walking in the way of God's precepts” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Exodus 29:20
- [2]“was a sign, not only of the acceptance of the offerings and of the establishment of Aaron's authority, but of God's actual residence in” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Leviticus 9:24
- [3]“Strange fire - Fire so called, because not taken from the altar, as it ought, but from some common fire.” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Leviticus 10:1
- [4]“and Aaron was dumb. How elegantly expressive is this of his parental affection, his deep sense of the presumption of his sons, and his own submission to the justice of God!” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Leviticus 10:3
- [5]“He spares Aaron at this time, as overwhelmed with sorrow, and because the rebuking him before his sons might have exposed him to some contempt” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Leviticus 10:16
- [6]“Because it was not to be eaten with sorrow, but with rejoicing and thanksgiving.” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Leviticus 10:19
- [7]“an high priest may offer, being a mourner, but not eat; a common priest may neither offer nor eat” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Leviticus 10:19
- [8]“Could it have been well-pleasing to the Lord if those who have been so humbled as I and my sons have been by the sin of our relations and the divine judgment, had feasted on the most holy flesh of the sin-offering?” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Leviticus 10:19
- [9]“He rested satisfied with his answer. it appeared, that Aaron sincerely aimed at pleasing God: and those who do so, will find he is not extreme to mark what is done amiss.” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Leviticus 10:20
- [10]“The sheep and goats are always seen together under the same shepherd and in company; yet they never trespass on the domain of each other.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 25:32
- [11]“And he shall set the sheep on his right hand—the side of honor” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Matthew 25:33
- [12]“Christ identifies Himself with His Church, as in His words to Saul, “Why persecutest thou me?” (Acts 9:4).” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 25:40