กลับหน้ารวมบทความ
วันที่ 13 จาก 365 วัน13 มกราคม (January 13)

ปฐมกาล 31-32 และ มัทธิว 9:18-38

เวลาอ่านบทนำประมาณ ~2 นาที
ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament)

ปฐมกาล 31-32 (Gen. 31–32)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

ถูกเอาเปรียบมา 20 ปี แล้วพระเจ้าก็สั่งให้เขากลับบ้านเกิด แต่เขาแอบหนีไปโดยไม่บอก พอลาบันตามมาทัน พระเจ้าปกป้องยาโคบด้วยการเตือนลาบันในฝันว่า "จงระวัง เจ้าจงอย่าพูดกับยาโคบเลย ไม่ว่าเรื่องดีหรือร้าย" (NTV)

เรื่องที่ชวนงงคือขโมยเทวรูปประจำบ้านของบิดาไปด้วย พระคัมภีร์ไม่ได้บอกเหตุผล ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนมองกันไว้หลายแบบ บ้างว่านางกลัวลาบันใช้มันหาว่ายาโคบหนีไปทางไหน[1] บ้างว่านางหวังให้มันนำความเจริญมาให้[2] ยาโคบไม่รู้เรื่องนี้ จึงลั่นวาจาว่าถ้าพบเทวรูปอยู่กับใคร "ผู้นั้นต้องตาย" (NTV) ราเชลซ่อนมันไว้ในอานอูฐ นั่งทับไว้ แล้วอ้างว่ากำลังมีประจำเดือน "เทวรูปของฉัน" ที่ลาบันตามมาทวงคืน จึงถูกลูกสาวตัวเองนั่งทับไว้เสียอย่างนั้น

ยาโคบต้องเตรียมเผชิญหน้ากับที่กำลังมาพร้อมชาย 400 คน เขาอธิษฐานอย่างถ่อมตัวว่า "ข้าพเจ้าไม่มีค่าแม้แต่น้อย ที่จะได้รับความรักอันมั่นคงและความสัตย์ซื่อ" (NTV) แต่ก็ส่งของกำนัลล่วงหน้าไปหลายระลอก โดยข้อ 20 บอกว่าเขาหวังจะใช้มันซื้อใจพี่ ยาโคบจึงยังพึ่งทั้งพระเจ้าและแผนของตัวเอง

คืนนั้นที่ลำธารยับบอก มีชายผู้หนึ่งมาปล้ำสู้กับยาโคบจนฟ้าสาง แม้ตะโพกเคลื่อนหลุด ยาโคบก็ยังยึดชายคนนั้นไว้แน่นและบอกว่า "ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยให้ท่านไป จนกว่าท่านจะอวยพรข้าพเจ้า" (NTV) พรที่ได้คือชื่อใหม่ว่า (ผู้ที่สู้กับพระเจ้า)[3] พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าชายคนนั้นเป็นใคร แต่ยาโคบเชื่อว่าตนได้เห็นพระเจ้าจังหน้า จึงตั้งชื่อที่นั่นว่า (พระพักตร์ของพระเจ้า)[4] ยาโคบชนะในข้อ 28 แต่ในข้อ 31 กลับเดินกะโผลกกะเผลกออกมา ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนบางคนมองว่า ขาที่เจ็บคอยเตือนยาโคบว่าพระเจ้าทรงยอมให้เขาชนะ ไม่ใช่เพราะกำลังของเขาเอง[5]

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):
ภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testament)

มัทธิว 9:18-38 (Mt. 9:18-38)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

ผู้ปกครองศาลาที่ประชุมคนหนึ่งมาขอให้พระเยซูไปช่วยลูกสาวที่เพิ่งตาย ระหว่างทาง หญิงที่ตกเลือดมา 12 ปีเข้ามาแตะชายเสื้อพระองค์จากด้านหลัง ตามกฎบัญญัติ โรคนี้ทำให้นางมีมลทิน จึงไม่กล้าเข้าไปขอตรง ๆ[6] พระเยซูไม่ได้ตำหนินาง แต่ตรัสว่า "ลูกสาวเอ๋ย จงทำใจให้ดีไว้ ความเชื่อของเจ้าได้ทำให้เจ้าหายจากโรคแล้ว" (NTV) แล้วพระองค์ก็ไปถึงบ้าน จับมือเด็กหญิง และเด็กก็ฟื้นขึ้นมา

ตามกฎบัญญัติ ใครแตะศพก็มีมลทินไปด้วย แต่เมื่อพระเยซูจับมือเด็กหญิง มลทินไม่ได้ติดมาถึงพระองค์[7] กลับเป็นเด็กหญิงที่ฟื้นขึ้นมา เช่นเดียวกับหญิงคนก่อนหน้าที่แตะพระองค์แล้วหายโรค

ต่อมามีชายตาบอดสองคนร้องเรียกพระองค์ว่า "บุตรของดาวิด" ซึ่งชาวยิวใช้เรียกพระเมสสิยาห์[8] น่าคิดตรงที่คนที่มองไม่เห็นกลับเรียกพระองค์ด้วยตำแหน่งนี้ พระเยซูถามพวกเขาก่อนว่าเชื่อหรือไม่ แล้วจึงตรัสว่า "จงเป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด" (NTV)

ฉากต่อมา ผู้คนแตกเป็นสองฝ่าย หลังพระองค์ขับมารออกจากชายใบ้ ฝูงชนพากันพูดว่าไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ในอิสราเอลมาก่อน แต่กลับบอกว่าพระองค์ใช้อำนาจของหัวหน้าพวกมาร ทั้งสองฝ่ายเห็นเหตุการณ์เดียวกัน แต่สรุปไปคนละทาง และข้อกล่าวหานี้จะกลับมาอีกในบทที่ 12

ท้ายบท พระเยซูทรงสงสารฝูงชน เพราะ "พวกเขาถูกรังควานและเหยียบย่ำดั่งเช่นฝูงแกะที่ปราศจากผู้เลี้ยงดู" (NTV) คำว่า "สงสาร" ในภาษาเดิมเป็นคำที่หนักแน่น หมายถึงความสงสารที่สะเทือนลึกถึงก้นบึ้งของหัวใจ[9] แม้ผู้คนเหล่านี้จะมีครูสอนศาสนาอยู่แทบทุกเมือง แต่กลับไม่มีใครห่วงใยจิตวิญญาณของพวกเขาอย่างแท้จริง[10] จากภาพฝูงแกะ พระเยซูเปรียบต่อเป็นนาข้าวที่รอเก็บเกี่ยว แล้วให้สาวกอธิษฐานขอคนงาน และในบทถัดไป คนที่พระองค์ส่งออกไปก็คือสาวกกลุ่มเดียวกันนี้เอง

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):

แหล่งอ้างอิง

  1. [1]“therefore Rachel took them away, that her father might not consult them, and know which way Jacob fled” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Genesis 31:19
  2. [2]“here Rachel stole them upon the supposition that they would bring prosperity to her and her husband.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Genesis 31:19
  3. [3]“Israel] That is, He who striveth with God, or, God striveth.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 32:28
  4. [4]“Peniel - the face of God.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Genesis 32:30
  5. [5]“so Jacob's lameness was to keep him mindful of this mysterious scene, and that it was in gracious condescension the victory was yielded to him.” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Genesis 32:31
  6. [6]“This disease was by the Jews reckoned unclean Leviticus 15:25, and the woman was therefore unwilling to make personal application to Jesus” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 9:20
  7. [7]“though the touch of a dead body, according to the law, Numbers 19:16 was defiling; yet this did not defile him” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Matthew 9:25
  8. [8]“By the Son of David the Jews meant the Messiah.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 9:27
  9. [9]“to be moved with pity from the very inmost bowels. It is an emphatic word” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Matthew 9:36
  10. [10]“And yet they had many teachers; they had scribes in every city. But they had none who cared for their souls” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Matthew 9:36