เปลี่ยนวัน
อพยพ 1-3 และ มัทธิว 14:1-21
อพยพ 1-3 (Ex. 1–3)
หนังสืออพยพเริ่มต้นหลังจากโยเซฟและพี่น้องเสียชีวิตไปหมดแล้ว ลูกหลานของพวกเขาเพิ่มขึ้นมากจนองค์ใหม่ซึ่งไม่รู้จักโยเซฟเริ่มระแวงว่าถ้าเกิดสงคราม ชาวฮีบรูจะไปเข้าข้างศัตรูแล้วสู้กับอียิปต์ จึงเกณฑ์พวกเขาไปใช้แรงงานหนัก และสั่งหมอตำแยให้ฆ่าทารกชายชาวฮีบรูทุกคน แต่หมอตำแยสองคนคือและไม่ยอมทำตาม เพราะ "หมอตำแยเกรงกลัวพระเจ้า" (NTV) ข้อ 20–21 บอกว่าพระเจ้าทรงอวยพรพวกเธอให้มีครอบครัวของตนเอง
ทารกคนหนึ่งรอดมาได้ และธิดาของฟาโรห์รับเขาไปเลี้ยงเป็นลูก นางตั้งชื่อเขาว่า "" โดยบอกว่า "เพราะเราอุ้มตัวเขาขึ้นมาจากน้ำ" (NTV) โมเสสเติบโตในราชสำนักของฟาโรห์ผู้สั่งฆ่าเด็กฮีบรู
วันหนึ่งโมเสสเห็นชาวอียิปต์ทุบตีชาวฮีบรู จึงฆ่าชาวอียิปต์คนนั้น ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนบางคนตำหนิว่าเป็นการทำตามอารมณ์ บางคนแย้งว่าพระคัมภีร์ไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าความผิด[1] วันรุ่งขึ้น ชาวฮีบรูคนหนึ่งกลับถามว่าใครตั้งเขาเป็นผู้ปกครอง แม้แต่คนที่โมเสสตั้งใจช่วยก็ยังไม่ยอมรับเขา เมื่อฟาโรห์หมายจะฆ่าเขา โมเสสจึงหนีไปอยู่ดินแดนมีเดียน
ในบทที่ 3 พระเจ้าทรงปรากฏแก่โมเสสในพุ่มไม้ที่ไฟลุกแต่ไม่มอดไหม้ และทรงสั่งให้เขาถอดรองเท้า เพื่อแสดงความเคารพเมื่อเข้าสู่ที่บริสุทธิ์[2] พระเจ้าทรงเรียกให้โมเสสกลับไปนำประชากรออกจากอียิปต์ แต่โมเสสไม่มั่นใจว่าคนอย่างตนจะทำงานนี้ได้ พระเจ้าไม่ได้ปลอบว่าเขาเก่งพอ แต่ทรงสัญญาว่า "เราจะอยู่กับเจ้า" (NTV)
เมื่อโมเสสทูลถามว่าจะบอกประชาชนว่าพระองค์มีพระนามว่าอะไร พระองค์ตรัสว่า "เราเป็นผู้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว" (NTV) ในภาษาฮีบรู คำนี้แปลตรงตัวได้ว่า เราเป็นอย่างที่เราเป็น ซึ่งบอกว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่เสมอและไม่เปลี่ยนแปลง[3] ข้อ 15 ใช้พระนามเดียวกันในรูปที่ออกเสียงว่า "ยาห์เวห์" ซึ่ง NTV แปลว่า พระผู้เป็นเจ้า พระนามนี้จะพบบ่อยที่สุดในพันธสัญญาเดิม[4]
มัทธิว 14:1-21 (Mt. 14:1-21)
บทที่ 14 เริ่มต้นด้วยเรื่องน่าสลดใจ ผู้ปกครองแคว้นกาลิลี ซึ่งเป็นลูกของกษัตริย์เฮโรดในบทที่ 2[5] ได้สั่งประหาร เพราะยอห์นตักเตือนว่าการที่เฮโรดเอานางเฮโรเดียส ภรรยาของฟีลิปน้องชาย มาเป็นภรรยานั้นผิดบทบัญญัติ ข้อ 5 บอกว่าเฮโรดอยากฆ่ายอห์นอยู่แล้ว แต่กลัวประชาชน
ต่อมาเฮโรดสาบานต่อหน้าแขกว่าจะให้ทุกอย่างที่ลูกสาวของนางเฮโรเดียสขอ เธอจึงขอศีรษะของยอห์นตามที่แม่สั่ง ข้อ 9 บอกว่าเฮโรดเสียใจ แต่จำต้องยอมทำเพราะคำสาบานและแขกในงาน ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนบางคนชี้ว่า เฮโรดไม่ควรสาบานแบบนั้นตั้งแต่แรก และถึงจะสาบานไปแล้ว ก็ไม่มีคำสาบานใดทำให้การฆ่าคนกลายเป็นเรื่องถูกต้องได้[6]
เมื่อพระเยซูทรงทราบข่าวการตายของยอห์น พระองค์ลงเรือไปยังที่เปลี่ยวเพื่ออยู่ตามลำพัง แต่ฝูงชนจากเมืองต่าง ๆ ก็เดินเท้าตามไป พอขึ้นฝั่งและเห็นคนมากมายรออยู่ พระองค์ไม่ได้ไล่พวกเขากลับ ข้อ 14 บอกว่าพระองค์ทรงสงสารพวกเขา และรักษาคนที่ป่วย
พอตกเย็น สาวกเสนอให้ปล่อยฝูงชนไปซื้ออาหารกินเองตามหมู่บ้าน แต่พระเยซูตรัสว่า "พวกเจ้าเอาอาหารมาให้เขาเถิด" (NTV) สาวกมีแค่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว ขณะที่ฝูงชนมีผู้ชายราวห้าพันคน ยังไม่นับผู้หญิงและเด็ก พระเยซูให้นำอาหารเท่าที่มีมาให้พระองค์ (ข้อ 18) แล้วทรงขอบคุณพระเจ้าและบิขนมปังให้สาวกนำไปแจก ทุกคนกินจนอิ่ม และยังเก็บส่วนที่เหลือได้อีก 12 ตะกร้าเต็ม สาวกไม่ต้องหาอาหารให้พอสำหรับทุกคนเอง แค่นำสิ่งเล็กน้อยที่มีอยู่มามอบให้พระเยซู
แหล่งอ้างอิง
- [1]“This act of Moses may seem and indeed by some has been condemned as rash and unjustifiable—in plain terms, a deed of assassination. But we must not judge of his action in such a country and age by the standard of law and the notions of right which prevail in our Christian land; and, besides, not only is it not spoken of as a crime in Scripture” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Exodus 2:12
- [2]“The removal of the sandals is still the usual mark of reverence, upon entering a mosque, or other holy place, in the East.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Exodus 3:5
- [3]“That is, "I am what I am." The words express absolute, and therefore unchanging and eternal Being.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Exodus 3:14
- [4]“is modified here into Jahveh, or Jehovah, by a substitution of the third person for the first. The meaning of the name remains the same.This is my name for ever.—Jehovah is the pre. dominant name of God throughout the rest of the Old Testament.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 3:15
- [5]“Herod the Great died probably in the first year after the birth of Christ, and left his kingdom to his three sons, of whom this "Herod Antipas" was one. He ruled over Galilee and Perea.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 14:1
- [6]“The oath should not have been taken: but, being taken, he could not be bound by it. No oath could justify a man in committing murder.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 14:9