เปลี่ยนวัน
อพยพ 7-8 และ มัทธิว 15:1-20
อพยพ 7-8 (Ex. 7–8)
ภัยพิบัติที่กระหน่ำใส่อียิปต์เริ่มขึ้นวันนี้ และสิ่งที่จะพบซ้ำแทบทุกครั้งคือใจที่แข็งกระด้างของ หลายคนอ่านบทที่ 7 ข้อ 3 ที่พระเจ้าตรัสว่า "เราจะเป็นผู้ทำจิตใจของฟาโรห์ให้แข็งกระด้าง" (NTV) แล้วสงสัยว่าฟาโรห์ยังเลือกเองได้หรือไม่ บทที่ 8 ข้อ 15 บอกชัดว่าพอภัยกบผ่านไป ฟาโรห์ทำใจให้แข็งกระด้างเอง ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนบางคนชี้ว่า ตอนนั้นฟาโรห์เริ่มหวั่นไหวแล้ว และคงยอมปล่อยชาวอิสราเอลไปถ้าไม่ได้ฝืนใจตัวเองไว้[1] ส่วนข้อแรกที่เล่าว่าพระเจ้าทรงลงมือทำให้ใจของฟาโรห์แข็งกระด้างอยู่ที่อพยพ 9:12 ซึ่งจะได้อ่านพรุ่งนี้ หลังจากฟาโรห์แข็งขืนเองมาแล้วสองครั้ง[2]
ภัยแรกทำให้แม่น้ำไนล์กลายเป็นเลือด ตามด้วยภัยที่สองคือฝูงกบที่ขึ้นมาเต็มแผ่นดิน พวกที่ใช้วิทยาคมของฟาโรห์ทำแบบเดียวกันได้ทั้งสองครั้ง (บทที่ 7 ข้อ 22 และบทที่ 8 ข้อ 7) แต่ดูเหมือนจะทำได้แค่ซ้ำเติมให้ภัยหนักขึ้น โดยขจัดภัยออกไปไม่ได้ ฟาโรห์จึงต้องเรียกมาอธิษฐานขอให้พระเจ้ากำจัดกบ[3] พอถึงภัยริ้น พวกที่ใช้วิทยาคมทำตามไม่ได้อีก จึงบอกฟาโรห์ว่า "นี่เป็นนิ้วมือของพระเจ้า" (NTV) คำพูดนี้เป็นการยอมรับฤทธิ์อำนาจที่เกินกำลังมนุษย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหันมาเชื่อพระเจ้าของอิสราเอล[4]
พอถึงภัยฝูงเหลือบ ฟาโรห์ยอมให้ชาวอิสราเอลถวายเครื่องสักการะ แต่ตั้งเงื่อนไขว่า "ภายในอาณาเขตของแผ่นดินนี้" (NTV) คือไม่ยอมให้ออกไปพ้นแผ่นดินอียิปต์ โมเสสปฏิเสธ เพราะสัตว์ที่อิสราเอลจะถวาย เช่น วัว เป็นสัตว์ที่ชาวอียิปต์ถือว่าฆ่าไม่ได้[5] ถ้าฆ่าสัตว์เหล่านี้ต่อหน้าชาวอียิปต์ คนอิสราเอลอาจถูกขว้างด้วยก้อนหิน ฟาโรห์จึงยอมให้ไปถิ่นทุรกันดาร ขอเพียงอย่าไปไกล แต่พอฝูงเหลือบหายไป ข้อ 32 บอกว่าฟาโรห์ก็กลับคำ ไม่ยอมปล่อยประชาชนไปอีก เหมือนที่ทำหลังภัยกบ คำสัญญาของฟาโรห์จึงมีผลแค่ตราบที่ภัยพิบัติยังไม่พ้นตัว
มัทธิว 15:1-20 (Mt. 15:1-20)
และจากกรุงเยรูซาเล็มมาถามพระเยซูว่า ทำไมสาวกของพระองค์ไม่ล้างมือก่อนกินอาหาร ผู้อ่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องสุขอนามัย แต่สำหรับพวกฟาริสี นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด แต่เป็นเรื่องมลทินทางศาสนา เช่น มือที่ไปตลาดมาอาจแตะต้องคนต่างชาติ[6] ข้อ 2 เรียกธรรมเนียมนี้ว่า "ประเพณีนิยมของบรรพบุรุษ" (NTV) ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่จำและส่งต่อกันมา ไม่ได้เขียนไว้ในกฎบัญญัติที่พระเจ้าประทานผ่าน (กฎบัญญัตินี้จะเริ่มได้อ่านช่วงปลายเดือนมกราคม)[7]
พระเยซูจึงย้อนถามว่า ทำไมผู้นำเหล่านี้เองจึงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าเพื่อรักษาธรรมเนียมของตน เช่น พระบัญญัติให้เกียรติพ่อแม่ ซึ่งรวมถึงการเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ชรา[8] ตามคำสอนของพวกเขา หากลูกอ้างว่าทรัพย์ที่จะใช้เลี้ยงดูพ่อแม่ถวายแด่พระเจ้าแล้ว ก็ไม่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่อีก ทั้งที่ไม่ต้องนำทรัพย์ไปถวายจริงด้วยซ้ำ[9] แล้วพระเยซูก็ยกคำของ ผู้เผยคำกล่าวของพระเจ้า (ถ้อยคำนี้อยู่ในหนังสืออิสยาห์ที่จะได้อ่านในเดือนตุลาคม) มาตรัสว่า "คนเหล่านี้ให้เกียรติเราเพียงแค่ปาก แต่ใจของเขาห่างไกลจากเรา" (NTV)
จากนั้นพระเยซูทรงเรียกฝูงชนมาแล้วตรัสในข้อ 11 ว่า "ไม่ใช่สิ่งที่เข้าปากที่ทำให้คนเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากนั่นแหละที่ทำให้คนเป็นมลทิน" (NTV) เมื่อขอให้อธิบาย พระองค์ตอบว่าอาหารผ่านท้องแล้วก็ออกจากกายไป แต่สิ่งที่ออกจากปากมาจากใจ ในข้อ 19 พระองค์ทรงแจกแจงสิ่งเหล่านั้น โดยเริ่มจากความคิดชั่วร้าย ตามด้วยการฆ่าคน การลักขโมย และอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนบางคนชี้ว่า ความคิดชั่วร้ายเป็นหัวข้อใหญ่ที่ครอบคลุมสิ่งอื่นในข้อนั้น และการละเมิดพระบัญญัติเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในความคิด ไม่ใช่แค่ในการกระทำ[10] ข้อ 20 จึงวกกลับมาตอบคำถามแรกว่า การกินโดยไม่ล้างมือไม่ได้ทำให้คนเป็นมลทิน
แหล่งอ้างอิง
- [1]“Now an impression had been made (Exodus 8:8), and he must have yielded, if he had not called in his own will to efface it. Herein was his great guilt.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 8:15
- [2]“finally, that after he had done this twice (Exodus 8:15; Exodus 8:32), God stepped in and “smote him with a spirit of blindness and infatuation,” as a judgment upon him (Exodus 9:12)” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 4:21
- [3]“The magicians would seem to have been able to increase the plague, but not to remove it; hence, Pharaoh's application to Moses, the first symptoms of yielding.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Exodus 8:7
- [4]“The magicians meant to say, “This is beyond the power of man: it is supernatural; some god must be helping Moses and Aaron.” They did not mean to profess a belief in One God.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 8:19
- [5]“The abomination - i. e. an animal which the Egyptians held it sacrilegious to slay. The ox, bull, or cow, is meant.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Exodus 8:26
- [6]“What the Pharisees insisted on was not cleanliness as such, but the avoidance of ceremonial pollution. They shrank not from dirt, but from defilement. If they had been in the market, they might have come in contact with the heathen or the publican.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Matthew 15:2
- [7]“The "tradition of the elders" meant something handed down from one to another by memory; some precept or custom not commanded in the written law, but which scribes and Pharisees held themselves bound to observe.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 15:2
- [8]“The law of God required that a son should honor his parent; i. e., among other things, that he should provide for his needs when he was old and in distress.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 15:5
- [9]“The scribes held that these words, even when pronounced in spite and anger against parents who needed succour, excused the son from his natural duty; and, on the other hand, did not oblige him really to devote the sum to the service of God or of the temple.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 15:5
- [10]“Evil thoughts—harmful reasonings—form a class under which the rest fall, indicating, too, that the transgression of the Commandments is often in thought, by Christ’s law, not in deed only.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 15:19