กลับหน้ารวมบทความ
วันที่ 27 จาก 365 วัน27 มกราคม (January 27)

อพยพ 16-18 และ มัทธิว 18:1-20

เวลาอ่านบทนำประมาณ ~2 นาที
ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament)

อพยพ 16-18 (Ex. 16–18)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

ในบทที่ 16 ชาวอิสราเอลหิว จึงบ่นกับว่า ถ้าได้ตายในอียิปต์ตอนที่ยังมีกินอิ่ม ก็ยังดีกว่ามาอดตายในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าไม่ได้ลงโทษพวกเขาที่บ่น แต่กลับส่งอาหารลงมาให้ทุกเช้า[1] เป็นเกล็ดบาง ๆ บนพื้นดินที่เรียกว่า "มานา" (ข้อ 31)

พระเจ้าสั่งให้เก็บมานาแค่พอกินแต่ละวัน ถ้าเก็บข้ามคืนก็เน่าและมีหนอน (ข้อ 20) ข้อกำหนดนี้ฝึกให้ผู้คนพึ่งพาพระเจ้าวันต่อวัน[2] แต่ในวันที่หก ให้เก็บสองเท่าไว้กินในวันสะบาโตซึ่งเป็นวันหยุดพัก และคืนนั้นมานาไม่เน่า (ข้อ 24) อาหารที่เน่าในคืนอื่นแต่ไม่เน่าในคืนนี้ ยืนยันว่าพระเจ้าเองเป็นผู้กำหนดวันพักนี้[3]

ในบทที่ 17 พอไม่มีน้ำ ผู้คนก็ถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า สถิตกับพวกเราหรือเปล่า" (NTV) ทั้งที่ได้กินมานาทุกเช้า พวกเขายังอยากเห็นการอัศจรรย์อีกครั้งเป็นหลักฐาน[4] ถึงอย่างนั้น พระเจ้าก็สั่งให้โมเสสตีหิน แล้วน้ำก็ไหลออกมา (ข้อ 6) โมเสสตั้งชื่อที่นั่นว่า "มัสสาห์" ซึ่งแปลว่าการลองดี[5] เพราะผู้คนลองดีกับพระเจ้า (ข้อ 7)

เมื่อชาวอามาเลข ลูกหลานของเอซาว[6] มาโจมตี ข้อ 11 บอกว่ายามที่โมเสสยกแขนขึ้น อิสราเอลก็ได้เปรียบ แต่พอลดแขนลง อามาเลขก็ได้เปรียบ ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนหลายคนมองว่าการยกแขนนี้น่าจะหมายถึงการอธิษฐานวิงวอนพระเจ้า[7][8] พอแขนโมเสสล้า กับที่ขึ้นเขาไปด้วยก็ช่วยพยุงไว้คนละข้างจนตะวันตกดิน และอิสราเอลก็ชนะ (ข้อ 13)

ในบทที่ 18 ปุโรหิตชาวมีเดียนผู้เป็นพ่อตาของโมเสสมาเยี่ยมที่ค่าย เมื่อเห็นโมเสสตัดสินความให้ประชาชนตั้งแต่เช้าจรดเย็น เยโธรจึงเตือนตรง ๆ ว่า "ท่านทำอย่างนี้ไม่ดี" (NTV) เขาเห็นว่างานนี้หนักเกินกว่าโมเสสจะทำคนเดียว (ข้อ 18) จึงแนะให้แบ่งคดีย่อยให้คนที่ไว้ใจได้ช่วยตัดสิน แต่ก็ย้ำในข้อ 23 ว่าให้ทำเมื่อพระเจ้าสั่ง[9] และโมเสสก็ทำตาม (ข้อ 24)

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):
ภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testament)

มัทธิว 18:1-20 (Mt. 18:1-20)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

บทที่ 18 เริ่มต้นด้วยคำถามของเหล่าสาวกว่า ใครเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรแห่งสวรรค์ พระเยซูเรียกเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งมายืนต่อหน้าพวกเขา แล้วบอกในข้อ 3 ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนมาเป็นเหมือนเด็ก ก็เข้าอาณาจักรนั้นไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเป็นใหญ่เลย[10] พระองค์อธิบายต่อในข้อ 4 ว่า คนที่ถ่อมตนอย่างเด็กคนนี้ต่างหากคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนบางคนมองว่า การเป็นเหมือนเด็กยังหมายถึงการพึ่งพระบิดาในสวรรค์อย่างเต็มที่ในทุกเรื่องด้วย[11]

พอถึงข้อ 6 ความหมายของ "เด็กเล็ก ๆ" ขยายไปถึงคนที่เชื่อในพระเยซูด้วย หากใครทำให้คนกลุ่มนี้หลงผิดไป ถูกผูกหินโม่ก้อนใหญ่ถ่วงลงทะเลก็ยังดีเสียกว่า เรื่องแกะหายหนึ่งตัวจากร้อยตัวก็พูดถึงคนกลุ่มเดียวกัน เพราะข้อ 14 สรุปว่าพระบิดา "ไม่ประสงค์ให้เด็กน้อยอย่างเด็กเหล่านี้หลงหายไปแม้แต่คนเดียว" (NTV)[12]

ในข้อ 15–17 พระเยซูบอกวิธีจัดการเป็นขั้น ๆ เมื่อพี่น้องร่วมความเชื่อทำผิดต่อเรา[13] ขั้นแรกคือไปคุยกับเขาสองต่อสอง ถ้าเขาไม่ฟัง ให้พาอีกหนึ่งหรือสองคนไปเป็นพยาน ถ้ายังไม่ฟัง ให้แจ้งต่อคริสตจักร และถ้าไม่ฟังแม้แต่คริสตจักร ก็ให้ถือว่าเขาเป็นคนนอก เป้าหมายไม่ใช่การเอาชนะกัน แต่อย่างที่ข้อ 15 บอกไว้ คือ "เจ้าจะได้พี่น้องคืนมา" (NTV)

พระเยซูปิดท้ายตอนนี้ในข้อ 20 ด้วยคำสัญญาว่า "2 หรือ 3 คนประชุมกันอยู่ที่ไหนในนามของเรา เราก็อยู่ที่นั่นร่วมกับเขา" (NTV) ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์รุ่นก่อนบางคนมองว่า คำนี้แย้งความคิดของชาวยิวสมัยนั้นที่ว่า ต้องมีอย่างน้อยสิบคนจึงจะนับเป็นที่ประชุมได้[14] หากเป็นเช่นนั้น พระองค์กำลังบอกว่าไม่ต้องรอให้ครบสิบคน แค่สองสามคนที่มาพบกันในนามของพระองค์ก็พอ

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):

แหล่งอ้างอิง

  1. [1]“though they were a murmuring, rebellious, and ungrateful people, the Lord dealt kindly and bountifully with them; he did not rain fire and brimstone” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Exodus 16:4
  2. [2]“It was doubtless given in order that the Israelites might realise their absolute dependence upon God for food from day to day” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 16:19
  3. [3]“it showed that there was an interposition of divine Providence in the keeping of it to this day, and clearly confirmed it to be the will of God that this day should henceforward be to them the rest of the holy sabbath” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Exodus 16:24
  4. [4]“In the history thus referred to, the sin of the people had been that they questioned the presence of God with them until they saw a supernatural proof of it.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Matthew 4:7
  5. [5]“Massah means trial, or temptation” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 17:7
  6. [6]“Their name marks them for descendants of Amalek, the grandson of Esau” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 17:8
  7. [7]“The act represents the efficacy of intercessory prayer” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Exodus 17:11
  8. [8]“it is likely that by this act prayer and supplication are intended.” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Exodus 17:11
  9. [9]“A reference of the entire matter to God, before any final decision was made, is plainly indicated.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Exodus 18:23
  10. [10]“shall not enter] much less be great therein.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 18:3
  11. [11]“lowly in heart, knowing yourselves utterly ignorant and helpless, and hanging wholly on your Father who is in heaven, for a supply of all your wants” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Matthew 18:3
  12. [12]“This is the accommodation, or application of the parable of the lost sheep to the present purpose” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Matthew 18:14
  13. [13]“The word "brother," here, evidently means a fellow-professor of religion.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 18:15
  14. [14]“This seems to be said in opposition to a Jewish notion, that a number less than ten, is not a congregation” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Matthew 18:20