เปลี่ยนวัน
อพยพ 21-22 และ มัทธิว 19
อพยพ 21-22 (Ex. 21–22)
หลังจากที่พระเจ้าประทานบัญญัติสิบประการผ่านบนยอดเขาซีนาย เรื่องราวก็เปลี่ยนจากหลักการกว้าง ๆ มาสู่กฎหมายที่ใช้ในชีวิตจริง ผู้อ่านยุคใหม่อาจสะดุดตากับกฎเรื่องทาส แต่ในโลกยุคโบราณที่คุ้นชินกับการกดขี่ กฎหมายชุดนี้กลับจำกัดอำนาจของนายและคุ้มครองผู้รับใช้อย่างชัดเจน[1] ทาสชาวฮีบรูจะได้รับอิสรภาพในปีที่เจ็ดโดยไม่ต้องเสียค่าไถ่ และหากทาสคนใดรักนายและครอบครัวจนไม่อยากจากไป นายจะเจาะหูของเขาที่วงกบประตู เป็นเครื่องหมายว่าการรับใช้ตลอดชีวิตนี้เกิดจากความรัก ไม่ใช่การบังคับ
หลักการที่โด่งดังที่สุดอยู่ในบทที่ 21 ข้อ 24 คือ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" (NTV) หลายคนเข้าใจว่าข้อนี้เปิดทางให้ล้างแค้น แต่ในโลกยุคโบราณที่มีการแก้แค้นกันข้ามตระกูล นี่กลับเป็นเพดานจำกัดการลงโทษให้พอดีกับความเสียหายจริง และไม่เปิดโอกาสให้ใครถือสิทธิ์แก้แค้นด้วยตนเอง[2] ยิ่งกว่านั้น หากนายทำร้ายทาสจนตาบอดหรือฟันหลุด ทาสคนนั้นจะได้รับอิสรภาพทันที ชี้ว่าพระเจ้าทรงให้ค่ากับศักดิ์ศรีของมนุษย์เหนือทรัพย์สินเงินทอง
ในบทที่ 22 พระทัยของพระเจ้าเปิดเผยชัดเจนขึ้นผ่านบทบัญญัติที่ปกป้องคนชายขอบ ทั้งคนต่างด้าว หญิงม่าย และเด็กกำพร้า พระองค์ทรงเตือนความจำด้วยเหตุผลที่กินใจในข้อ 21 ว่า "เพราะพวกเจ้าล้วนเคยเป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์" (NTV) ความเมตตาต่อผู้อื่นจึงต้องหยั่งรากจากความทรงจำที่ตนเองเคยได้รับการช่วยกู้
แม้แต่เสื้อคลุมที่ยึดไว้เป็นมัดจำ ก็ต้องคืนให้ก่อนค่ำเพื่อเขาจะได้ใช้ห่มนอน เพราะสำหรับคนยากจน เสื้อผ้าที่สวมอยู่คือผ้าห่มผืนเดียว[3] แล้วพระองค์ทรงปิดท้ายว่า "ถ้าเขาร้องเรียกถึงเรา เราย่อมได้ยิน เพราะเรามีเมตตา" (NTV) ลองนึกดูว่า ในการปฏิบัติต่อคนรอบข้าง เรายึดเพียงสิทธิ์ตามกฎหมาย หรือมองเห็นความเมตตาที่พระเจ้าทรงให้ค่ามากกว่ากฎเกณฑ์
มัทธิว 19 (Mt. 19)
การเดินทางของพระเยซูเข้าสู่แคว้นยูเดียเริ่มต้นด้วยคำถามทดสอบจากเรื่องการหย่าร้าง ในยุคนั้นอาจารย์ฝ่ายกฎหมายสองสำนักถกเถียงกันหนักว่า ชายจะหย่าภรรยาด้วยข้อหาใดก็ได้หรือไม่[4] พระองค์ไม่ทรงติดกับข้อถกเถียงเรื่องช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ทรงพากลับไปที่จุดเริ่มต้นของการสร้าง แล้วสรุปในข้อ 6 ว่า "ฉะนั้นอะไรก็ตามที่พระเจ้าได้เชื่อมสัมพันธ์กันแล้ว ก็อย่าให้ผู้ใดแยกจากกันเลย" (NTV) พระองค์ทรงชี้ว่าใบหย่าที่โมเสสอนุญาตเป็นเพียงการผ่อนปรนชั่วคราว เพราะจิตใจมนุษย์แข็งกระด้าง ไม่ใช่พระประสงค์แรกเริ่มของพระเจ้า[5]
ทันทีหลังคำสอนเรื่องชีวิตสมรสที่มีมาตรฐานสูง ผู้คนก็นำเด็กเล็ก ๆ มาให้พระองค์อวยพร แต่เหล่าสาวกกลับออกปากห้าม ในวัฒนธรรมยุคนั้น เด็กไร้อำนาจและไม่มีปากเสียง ทว่าพระเยซูกลับเปิดรับพวกเขาและตรัสว่า "ปล่อยให้เด็กๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามพวกเขาเลย" (NTV) มาตรฐานของอาณาจักรสวรรค์กลับด้านกับค่านิยมของโลก เพราะพระองค์ไม่ได้ต้อนรับคนที่คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ แต่ทรงเปิดรับผู้ที่ยอมถ่อมใจและพึ่งพาพระองค์เหมือนเด็ก
ฉากนี้ตัดกันอย่างคมชัดกับชายหนุ่มผู้มั่งคั่งที่ถามว่าจะทำอะไรจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์ แม้เขารักษาบัญญัติภายนอกได้ครบถ้วน แต่เมื่อพระเยซูท้าทายให้ขายทรัพย์สมบัติแจกคนยากจนและติดตามพระองค์ เขากลับเดินจากไปอย่างเศร้า ความล้มเหลวของเขาเผยว่าทรัพย์สินกลายเป็นรูปเคารพที่ผูกมัดหัวใจ
คำเปรียบเทียบเรื่องอูฐลอดรูเข็มทำให้เหล่าสาวกตกใจ เพราะพวกเขายังคิดว่าอาณาจักรของพระเมสสิยาห์จะเต็มไปด้วยคนมั่งมี[6] แต่คำตอบของพระเยซูในข้อ 26 คือหัวใจของความรอด "เป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์จะช่วยตนเองให้รอดพ้น แต่ไม่มีสิ่งใดยากเกินกว่าที่พระเจ้าจะทำได้" (NTV) ความรอดไม่ใช่รางวัลของคนมีผลงานเพียบพร้อม แต่เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานแก่ผู้ที่ยอมแบมือเปล่าเข้ามาพึ่งพาพระคุณ
แหล่งอ้างอิง
- [1]“lest they should abuse their servants as they themselves had been abused, provision was made for the mild and gentle usage of servants” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Exodus 21:1
- [2]“The execution of this law is not put into the hands of private persons, as if every man might avenge himself, which would introduce universal confusion” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Exodus 21:24
- [3]“The bed of the poor is usually nothing else than a mat; and, in winter, they cover themselves with a cloak” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Exodus 22:26
- [4]“A part, following the opinions of Hillel, said that a man might divorce his wife for any offence, or any dislike he might have of her” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 19:3
- [5]“tolerated a relaxation of the strictness of the marriage bond—not as approving of it, but to prevent still greater evils” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Matthew 19:8
- [6]“they did not imagine there was any difficulty of rich men coming into the kingdom of the Messiah, which they took to be a worldly one, and would be filled with rich men” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Matthew 19:25