เปลี่ยนวัน
อพยพ 29-30 และ มัทธิว 21:23-46
อพยพ 29-30 (Ex. 29–30)
หลังจากที่พระเจ้าประทานแบบแปลนกระโจมที่พำนัก บทที่ 29 พาเข้าสู่พิธีแต่งตั้งและบุตรให้เป็นปุโรหิต ผู้อ่านใหม่อาจรู้สึกแปลกตากับพิธีที่ละเอียดลออ ทั้งการชำระด้วยน้ำ การสวมเครื่องยศ และการประพรมด้วยเลือด ทว่าจุดที่สะดุดตาที่สุดอยู่ในข้อ 20 เมื่อนำเลือดแกะไป "ป้ายที่ปลายหูขวาของอาโรนและของบุตรด้วย" (NTV) แล้วยังป้ายที่นิ้วหัวแม่มือขวาและนิ้วหัวแม่เท้าขวาด้วย การป้ายเลือดที่หู มือ และเท้าเป็นสัญลักษณ์ว่าปุโรหิตต้องถวายทั้งชีวิตไว้กับพระเจ้า หูพร้อมฟังพระวจนะ มือพร้อมลงมือรับใช้ และเท้าพร้อมก้าวเดินในทางของพระองค์[1]
แต่เบื้องหลังพิธีทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวสัตว์หรือควันไฟ จุดหมายสูงสุดปรากฏในข้อ 45 ที่พระเจ้าตรัสว่า "และเราจะอยู่ท่ามกลางประชาชนชาวอิสราเอล และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา" (NTV) การชำระล้างและจัดการกับมลทินจึงจำเป็น เพราะพระเจ้าผู้บริสุทธิ์จะประทับอยู่ท่ามกลางมนุษย์ที่มีข้อบกพร่องได้ ก็ต่อเมื่อมีหนทางที่พระองค์ทรงเปิดไว้เอง ในบทที่ 30 ยังมีแท่นเผาเครื่องหอมที่ต้องให้ควันลอยขึ้นทั้งเช้าและค่ำ เป็นภาพของการอธิษฐานที่ไม่ขาดสาย[2] และมีอ่างสำหรับล้างมือล้างเท้าก่อนเข้าเฝ้า เตือนว่าการชำระไม่ใช่เรื่องครั้งเดียว แต่ต้องทำซ้ำทุกครั้งที่เข้าใกล้พระเจ้า[3]
อีกจุดหนึ่งคือเงินไถ่ชีวิตในการสำรวจสำมะโนประชากร ซึ่งกำหนดไว้เท่ากันทุกคนคือครึ่งเชเขล ตามที่ข้อ 15 กล่าวว่า "คนมั่งมีและคนยากไร้ไม่ต้องจ่ายเกินหรือน้อยไปกว่าครึ่งเชเขลที่กำหนด" (NTV) ในโลกโบราณที่ตีค่าคนตามฐานะและทรัพย์สิน กฎข้อนี้กลับประกาศว่าต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ทุกคนมีค่าเท่ากัน[4]
คนมั่งมีซื้อสิทธิพิเศษเพิ่มไม่ได้ และคนยากจนก็ไม่ต่ำต้อยเกินกว่าจะเข้าถึงพระคุณ เราอาจถามตัวเองว่า ในสายตาของเรา เรามองคุณค่าของคนรอบข้างจากสิ่งที่เขามี หรือจากความจริงที่ว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน
มัทธิว 21:23-46 (Mt. 21:23-46)
เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปสั่งสอนในบริเวณพระวิหาร พวกผู้นำศาสนาเข้ามาท้าทายเรื่องสิทธิอำนาจของพระองค์ คำถามนี้เป็นกับดัก ถ้าพระองค์อ้างว่าอำนาจมาจากพระเจ้า พวกเขาก็จะหาเหตุกล่าวหา แต่ถ้าบอกว่ามาจากตนเอง ประชาชนก็จะไม่เชื่อ ทว่าพระองค์กลับย้อนถามเรื่องบัพติศมาของยอห์น จนพวกเขาตอบไม่ถูก เพราะพวกเขาไม่ได้แสวงหาความจริง แต่กังวลกับอำนาจและเสียงของฝูงชนมากกว่า
พระองค์จึงทรงเล่าอุปมาถึงบุตรสองคน พ่อสั่งให้ไปทำงานในสวนองุ่น คนแรกปฏิเสธแต่ภายหลังกลับใจและไปทำ ส่วนคนที่สองรับปากอย่างว่าง่ายแต่กลับไม่ไป พระเยซูตรัสในข้อ 31 ว่า "บรรดาคนเก็บภาษีและหญิงแพศยาจะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าก่อนพวกท่านเสียอีก" (NTV) นี่คือคำเตือนที่พลิกค่านิยมทางศาสนา เพราะผู้ที่สังคมตราหน้าว่าล้มเหลวกลับยอมรับความผิดและกลับใจ ขณะที่ผู้ที่คิดว่าตนชอบธรรมกลับพอใจอยู่แค่คำพูดที่ดูดี[5]
จากนั้นพระองค์ทรงเล่าอุปมาถึงคนเช่าสวนที่ทำร้ายผู้รับใช้ และลงมือฆ่าบุตรชายของเจ้าของสวนเพื่อหวังชิงมรดก พวกผู้นำตอบเองว่าเจ้าของสวนควรลงโทษคนเหล่านั้นอย่างสาสม แล้วพระเยซูก็ทรงชี้ว่าตนเองคือ "ศิลาที่พวกช่างก่อสร้างทิ้ง ได้กลายเป็นศิลามุมเอก" (NTV) แม้มนุษย์จะทิ้งพระองค์ แต่พระเจ้ากลับตั้งพระองค์เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด[6] พระองค์จึงตรัสในข้อ 43 ว่า "อาณาจักรของพระเจ้าจะต้องถูกยึดไปจากท่าน และยกให้แก่ชนชาติหนึ่งที่จะผลิตผลได้ตามควร" (NTV)[7]
เมื่อพวกมหาปุโรหิตและฟาริสีได้ยินก็เข้าใจว่าพระองค์ตรัสถึงพวกเขา แต่แทนที่จะกลับใจ พวกเขากลับยิ่งโกรธและหาทางจับกุมพระองค์ ลองนึกดูว่า เมื่อความจริงชี้ให้เห็นจุดบกพร่องของเรา เราถ่อมใจกลับใจ หรือหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อรักษาหน้าตา
แหล่งอ้างอิง
- [1]“was doubtless intended to signify that they should dedicate all their faculties and powers to the service of God” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Exodus 29:20
- [2]“yet we must in prayer by faith set ourselves before it, direct our prayer and look up” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Exodus 30:1
- [3]“They must not only wash and be made clean when they were first consecrated, but they must wash and be kept clean, whenever they went in to minister” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Exodus 30:18
- [4]“Which shows that the Israelites were alike in the esteem of God, their worldly circumstances making no difference” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Exodus 30:15
- [5]“The publicans and the harlots were the first son, who, when told to work in the Lord's vineyard, said, I will not; but afterwards repented and went” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Matthew 21:31
- [6]“he is become the foundation of the Church, on which the whole building rests” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Matthew 21:42
- [7]“this privilege would be taken away; that they would cease to be the special people of God, and that the blessing would be given to a nation who would bring forth the fruit” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 21:43