กลับหน้ารวมบทความ
วันที่ 5 จาก 365 วัน5 มกราคม (January 5)

ปฐมกาล 13-15 และ มัทธิว 5:1-26

เวลาอ่านบทนำประมาณ ~2 นาที
ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament)

ปฐมกาล 13-15 (Gen. 13–15)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

บทที่ 13 เปิดด้วยปัญหาที่มาจากความมั่งคั่ง และผู้เป็นหลานชายมีฝูงสัตว์มากจนผืนดินรองรับไม่ไหว แม้อับรามจะเป็นผู้ใหญ่กว่า แต่กลับยกให้โลทเลือกก่อน[1] โลทเลือกที่ราบลุ่มแถบอันเขียวชอุ่ม แต่ที่นั่นอยู่ใกล้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความชั่วร้าย เมื่อโลทแยกไปแล้ว พระเจ้าทรงยืนยันกับอับรามว่าแผ่นดินทั้งหมดที่เขามองเห็นจะเป็นของเชื้อสายเขา การยอมให้โลทเลือกก่อนจึงไม่ได้ทำให้อับรามเสียอะไรไป[2]

ในบทที่ 14 ผลของการเลือกครั้งนั้นตามมาถึงโลท เมื่อสงครามระหว่างกษัตริย์หลายเมืองทำให้เขาถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย อับรามนำคนในบ้านเพียง 318 คนไปช่วยโลทกลับมา ขากลับมีบุคคลลึกลับชื่อ[3] ผู้เป็นทั้งกษัตริย์และปุโรหิต (ผู้ถวายเครื่องบูชาแทนประชาชน)[4] ของพระเจ้าสูงสุดออกมาอวยพรอับราม เมื่อกษัตริย์โสโดมเสนอข้าวของให้ อับรามปฏิเสธแม้แต่เชือกผูกรองเท้า เพราะไม่อยากให้ใครพูดได้ว่ากษัตริย์โสโดมทำให้อับรามมั่งมี (ข้อ 23)

ในบทที่ 15 อับรามยังไม่มีบุตร และระบายกับพระเจ้าตรง ๆ ว่าคนรับใช้คงได้เป็นผู้รับมรดก แต่พระเจ้าพาอับรามออกไปใต้ฟ้ายามค่ำ ให้ลองนับดวงดาว[5] แล้วสัญญาว่าเชื้อสายของเขาจะมากมายเช่นนั้น หัวใจของบทอยู่ในข้อ 6 ว่า "แล้วท่านก็เชื่อ พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จึงนับว่าท่านเป็นผู้มีความชอบธรรม" (NTV)

ท้ายบทเล่าถึงพิธีพันธสัญญาโบราณ ที่ผู้ทำสัญญาต้องผ่าซากสัตว์เป็นสองซีกแล้วเดินผ่าน เพื่อบอกว่าถ้าใครผิดสัญญาก็ขอให้ถูกผ่าเป็นสองซีกเหมือนสัตว์เหล่านั้น[6] แต่คืนนั้นมีเพียงควันไฟจากเตาและคบเพลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า[7] เคลื่อนผ่านซากสัตว์อยู่ฝ่ายเดียว[8] แสดงว่าพระองค์ทรงรับพันธะของพันธสัญญานี้ไว้เอง[9] พระเจ้ายังบอกล่วงหน้าว่า เชื้อสายของอับรามจะตกเป็นทาสในดินแดนต่างชาติถึง 400 ปี (ซึ่งต่อมาคือ)[10] ก่อนกลับมารับดินแดนนี้

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):
ภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testament)

มัทธิว 5:1-26 (Mt. 5:1-26)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

วันนี้เราเริ่มอ่านคำสอนชุดยาวของพระเยซูที่เรียกกันว่า พระเยซูเสด็จขึ้นไปนั่งบนเนินเขา แล้วเริ่มสอนเหล่าสาวกและฝูงชน ตั้งแต่ข้อแรก ๆ ก็น่าประหลาดใจแล้ว เพราะสิ่งที่พระองค์เรียกว่า "เป็นสุข" กลับตรงข้ามกับค่านิยมของคนทั่วไป[11]

คนทั่วไปมักมองว่า คนรวย คนมีอำนาจ และคนเข้มแข็งคือผู้โชคดี แต่พระเยซูกลับบอกว่าผู้ที่ยอมรับว่าตนบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้ที่เศร้าโศก และคนใจอ่อนน้อมต่างหากที่เป็นสุข แต่ละข้อมีคำสัญญาคู่กันไป ผู้เศร้าโศกจะได้รับการปลอบประโลม ผู้ใจอ่อนน้อมจะได้แผ่นดินโลก ผู้สร้างสันติจะได้ชื่อว่าบุตรของพระเจ้า และคำสัญญาเรื่อง "อาณาจักรแห่งสวรรค์" อยู่ทั้งในข้อแรกและข้อสุดท้าย (ข้อ 3 และข้อ 10)

พระองค์ไม่ได้บอกให้ผู้ติดตามหลบซ่อนตัว แต่ทรงเปรียบพวกเขาเป็นเกลือที่ช่วยรักษาสภาพและให้รสชาติ[12] และเป็นแสงสว่างที่ส่องนำทาง[13] พร้อมย้ำในข้อ 16 ว่า "จงให้แสงสว่างของท่านส่องให้คนทั้งปวงเห็น" (NTV)

ตั้งแต่ข้อ 17 เป็นต้นไป พระเยซูทรงอธิบายว่าพระองค์ไม่ได้มาเพื่อยกเลิกกฎบัญญัติโบราณ แต่มาทำให้สำเร็จครบถ้วน และความชอบธรรมที่พระองค์พูดถึงต้องลึกซึ้งยิ่งกว่าของและที่เคร่งครัดเพียงเปลือกนอก[14]

ในข้อ 21–26 พระเยซูพากฎโบราณอย่าง "อย่าฆ่าคน" ลึกลงไปถึงต้นตอในจิตใจ นั่นคือความโกรธและความเคียดแค้น แค่โกรธพี่น้องก็ต้องถูกพิพากษาแล้ว ยิ่งด่าทอด้วยคำเหยียดหยาม เช่น "เจ้าคนโง่" โทษก็ยิ่งหนักขึ้น[15] ในข้อ 23–24 ถ้าคนที่ยืนอยู่หน้าแท่นบูชานึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องขัดเคืองกับพี่น้อง พระเยซูบอกให้วางเครื่องบูชาไว้ตรงนั้น ไปคืนดีกันให้ได้ แล้วจึงค่อยกลับมาถวาย ความสัมพันธ์ที่ร้าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องจัดการก่อน เพราะพิธีกรรมทดแทนการคืนดีกันไม่ได้[16]

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):

แหล่งอ้างอิง

  1. [1]“Abram, as the elder, takes the lead in the conference: his proposal is made with generosity and dignity. Lot, though the younger, is to have his choice.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 13:8
  2. [2]“The promise here includes, in the future possession of Israel, the land which Lot had chosen for himself.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 13:14
  3. [3]“Its extreme brevity heightens the sense of mystery in which it is involved.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 14:18
  4. [4]“was one who acted in sacred things on the part of others.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Genesis 14:18
  5. [5]“The revelation made Genesis 15:5, was evidently made in the night” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Genesis 13:14
  6. [6]“it being usual in making covenants for the covenanters to pass between the parts of a creature slain, signifying, that should they break the covenant made, they deserved to be cut asunder as that creature was” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Genesis 15:10
  7. [7]“For the fire and smoke as a symbol of the Theophany” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 15:17
  8. [8]“only God passed between the pieces, not Abram, this covenant being as others God makes with men, only on one side” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Genesis 15:18
  9. [9]“Abram had divided the slaughtered animals, and Jehovah, by passing between them, made the whole act His own.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Genesis 15:18
  10. [10]“Israel shall be slaves to the people of a land that is not theirs, i.e. to the Egyptians” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 15:13
  11. [11]“Other teachers had taught that happiness was to be found in honor, or riches, or splendor, or sensual pleasure.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 5:3
  12. [12]“Salt renders food pleasant and palatable, and preserves from putrefaction.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 5:13
  13. [13]“show what God requires, what is the condition of man, what is the way of duty, peace, and happiness the way that leads to heaven.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 5:14
  14. [14]“Their righteousness consisted in outward observances of the ceremonial and traditional law.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 5:20
  15. [15]“There is, however, clearly a climax.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 5:22
  16. [16]“For neither thy gift nor thy prayer will atone for thy want of love” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Matthew 5:24