เปลี่ยนวัน
ปฐมกาล 16-17 และ มัทธิว 5:27-48
ปฐมกาล 16-17 (Gen. 16–17)
อยู่ในคานาอันมาสิบปีแล้ว แต่ยังไม่มีลูกตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ ในบทที่ 16 จึงเสนอทางออกตามค่านิยมของยุคนั้น[1] ด้วยการยก หญิงรับใช้ชาวอียิปต์ ให้อับรามเป็นภรรยาอีกคนเพื่อมีลูกแทน แต่เมื่อฮาการ์ตั้งครรภ์ ฮาการ์ก็เริ่มดูหมิ่นซาราย ซารายจึงหันไปโทษอับราม แล้วข่มเหงฮาการ์จนฮาการ์ต้องหนีไปในถิ่นทุรกันดาร ไม่มีใครในเรื่องนี้ทำถูกเลย[2]
แต่พระเจ้าไม่ทรงมองข้ามทาสหญิงต่างชาติที่ไม่มีใครเหลียวแล[3] ทูตสวรรค์มาพบฮาการ์ข้างบ่อน้ำ ปลอบโยนและสั่งให้กลับไป พร้อมสัญญาว่าบุตรของนางจะมีพงศ์พันธุ์มากมาย และให้ตั้งชื่อลูกว่า (พระเจ้าทรงได้ยิน)[4] ฮาการ์จึงเรียกพระเจ้าในข้อ 13 ว่า "พระองค์เป็นพระเจ้าผู้มองเห็น" (NTV) ชื่อนี้ย้ำว่า แม้แต่ทาสหญิงที่กำลังหนี พระเจ้าก็ทรงมองเห็น
พอเข้าบทที่ 17 เรื่องราวข้ามเวลาไปอีก 13 ปี ขณะที่อับรามอายุ 99 ปี ในวัยที่แทบหมดหวังจะมีลูกแล้ว พระเจ้าทรงปรากฏอีกครั้งในฐานะ "พระเจ้าผู้กอปรด้วยมหิทธานุภาพ" (NTV) และทรงเปลี่ยนชื่ออับรามเป็น "" (บิดาของประชาชาติมากมาย) และเปลี่ยนชื่อซารายเป็น "" (เจ้าหญิง)[5] พร้อมกำหนดให้ หรือการตัดผิวหนังที่ปลายอวัยวะเพศชายของทุกคนในบ้าน เป็นเครื่องหมายบนร่างกายถึงพันธสัญญานี้
เมื่อพระเจ้าทรงยืนยันว่าซาราห์ในวัย 90 ปีจะคลอดบุตรชื่อ อับราฮัมถึงกับซบหน้าลงหัวเราะ เพราะเรื่องนี้ฟังดูแทบเหลือเชื่อ[6] แล้วทูลว่าขอเพียงให้พระเจ้าดูแลอิชมาเอลก็พอ แต่พระเจ้ายืนยันว่าพระสัญญาจะสำเร็จทางอิสอัค แม้พระองค์จะทรงอวยพรแก่อิชมาเอลด้วยเช่นกัน
มัทธิว 5:27-48 (Mt. 5:27-48)
ในคำเทศนาบนภูเขาตอนต่อมา พระเยซูทรงหยิบยกบัญญัติโบราณที่ชาวยิวคุ้นเคยมาขยายความ เพื่อชี้ว่ามาตรฐานของพระเจ้าไม่ได้วัดแค่การกระทำภายนอก แต่วัดลึกถึงเจตนาในจิตใจ พระองค์ตรัสว่า ลำพังการไม่ล่วงประเวณีทางกายยังไม่พอ เพราะ "ทุกคนที่มองผู้หญิงด้วยกามกิเลสก็นับว่าผิดประเวณีทางใจกับเธอแล้ว" (NTV) และทรงใช้คำเปรียบเทียบที่รุนแรงเรื่องการควักตาหรือตัดมือ[7] เพื่อเน้นว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด ไม่ได้หมายความว่าให้ทำตามนั้นจริง ๆ
ในข้อ 31–32 พระเยซูตรัสถึงการหย่าร้าง ซึ่งในยุคนั้นผู้ชายหย่าภรรยาได้ง่ายเพียงเขียนใบหย่าให้[8] พระเยซูทรงปิดช่องนี้ เว้นแต่กรณีที่ภรรยาผิดทางเพศก่อน
ในเรื่องความซื่อสัตย์ พระเยซูทรงสอนไม่ให้ใช้คำสาบานทำให้คำพูดดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะทำตาม[9] พระองค์ทรงกำชับในข้อ 37 ว่า "แต่จงให้สิ่งที่ท่านพูดเป็นเพียง ใช่ก็ว่าใช่ ไม่ก็ว่าไม่" (NTV) สำหรับคนจริงใจ คำว่า "ใช่" หรือ "ไม่" ก็หนักแน่นพอแล้ว
จากนั้นพระเยซูทรงยกคำว่า "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ซึ่งเดิมเป็นหลักให้ผู้พิพากษาตัดสินโทษ แทนที่จะปล่อยให้แต่ละคนแก้แค้นกันเอง[10] แต่พระองค์กลับท้าทายให้ตอบสนองด้วยความเมตตาที่เหนือความคาดหมาย ในยุคนั้นเจ้าหน้าที่โรมันมีสิทธิ์เกณฑ์ชาวยิวให้ช่วยแบกสัมภาระ[11] พระองค์จึงทรงยกตัวอย่าง เช่น การยอมหันแก้มอีกข้างให้ตบ การสละเสื้อคลุม หรือการเต็มใจเดินต่ออีกหนึ่งกิโลเมตรไกลกว่าที่ถูกเกณฑ์
คำสอนสำคัญอยู่ในข้อ 44 เมื่อพระเยซูตรัสว่า "จงรักศัตรูของท่าน และอธิษฐานให้บรรดาคนที่กดขี่ข่มเหงท่าน" (NTV) คำสอนเรื่องนี้สวนทางกับความรู้สึกทั่วไปของคนเรา เพราะใคร ๆ ก็รักคนที่รักตนได้ แต่พระเจ้าทรงประทานแสงแดดและสายฝนแก่ทั้งคนดีและคนชั่ว คนที่รักแม้แต่คนที่ข่มเหงตน จึงทำอย่างที่พระบิดาทรงทำ (ข้อ 45)
แหล่งอ้างอิง
- [1]“Abram yields to the suggestion of his wife, and complies with the custom of the country.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Genesis 16:2
- [2]“If the slave was to blame in this business the mistress is not less liable to censure.” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Genesis 16:6
- [3]“female slaves constituted a part of the private patrimony or possessions of a wife” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Genesis 16:2
- [4]“The name “Ishmael” may mean either “God hears,” or “may God hear.”” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 16:11
- [5]“Sarah signifies a princess, viz. of multitudes” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Genesis 17:15
- [6]“Still with belief there was surprise, and the feeling that what was promised was so strange as to be well-nigh incredible.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Genesis 17:17
- [7]“The bold severity of the phrase excludes a literal interpretation.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Matthew 5:29
- [8]“The greatest abuses had arisen in regard to divorce, which was permitted on very trivial grounds.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 5:31
- [9]“they had introduced a number of oaths in common conversation, and oaths which they by no means considered to be binding.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Matthew 5:33
- [10]“designed to take vengeance out of the hands of private persons, and commit it to the magistrate” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Matthew 5:38
- [11]“This was one of the exactions which the Jews suffered under the Romans.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Matthew 5:41