กลับหน้ารวมบทความ
วันที่ 7 จาก 365 วัน7 มกราคม (January 7)

ปฐมกาล 18-19 และ มัทธิว 6:1-18

เวลาอ่านบทนำประมาณ ~2 นาที
ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament)

ปฐมกาล 18-19 (Gen. 18–19)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

ในบทที่ 18 เรารู้ตั้งแต่ข้อแรกว่าพระเจ้าเสด็จมาหา แต่อับราฮัมเห็นเพียงชายแปลกหน้าสามคน และยังไม่รู้ว่าแขกที่มาคือใคร[1] ในวัฒนธรรมโบราณ การดูแลคนแปลกหน้าถือเป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์[2] อับราฮัมจึงรีบต้อนรับอย่างสุดกำลัง และนี่เองที่นำไปสู่คำสัญญาครั้งใหญ่ พอซึ่งชรามากแอบได้ยินเข้า ก็หัวเราะในใจเพราะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้[3] พระเจ้าจึงตรัสถามในข้อ 14 ว่า "มีอะไรที่ยากเกินไปสำหรับ พระผู้เป็นเจ้า หรือ" (NTV) คำตอบอยู่ในอีกไม่กี่บทข้างหน้า

ครึ่งหลังของบทที่ 18 มีบทสนทนาที่น่าทึ่ง อับราฮัมทูลวิงวอนขอความเมตตาให้ โดยต่อรองจำนวนคนชอบธรรมจาก 50 คนลงมาจนเหลือ 10 คน อับราฮัมทั้งกล้าและถ่อมตน ยอมรับในข้อ 27 ว่าตนเป็นเพียง "ผงธุลีและเศษเถ้า" (NTV) ฉากนี้สะท้อนสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดจนกล้าคุยเรื่องความยุติธรรมกับพระองค์[4] และเผยว่าพระเจ้าไม่ได้มุ่งจะลงโทษ แต่พร้อมจะละเว้นเมืองทั้งเมืองหากมีคนชอบธรรมเพียงหยิบมือเดียว[5]

พอเข้าบทที่ 19 เสื่อมทรามจนพระเจ้าทรงทำลายเมืองด้วยไฟ ชาวเมืองล้อมบ้าน เรียกร้องให้ส่งแขกออกมาเพื่อข่มขืน (ข้อ 5) โลทถึงกับเสนอลูกสาวสองคนให้ฝูงชนแทน ฉากนี้น่าตกใจ บางคนมองว่ายุคนั้นอาจถือการปกป้องแขกเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งใด[6] แต่พระคัมภีร์ก็ไม่ได้ชมสิ่งที่โลททำเลย[7]

ทูตสวรรค์ฉุดมือครอบครัวโลทออกมาก่อนไฟจะทำลายโสโดมและ ภรรยาของโลทหันกลับไปมองจนกลายเป็นเสาเกลือ บางคนเชื่อว่านางอาลัยบ้านและทรัพย์สมบัติที่ทิ้งไว้[8] ท้ายบทเป็นอีกฉากที่ชวนอึดอัด ลูกสาวทั้งสองของโลทมอมเหล้าพ่อแล้วตั้งครรภ์กับเขา บุตรชายของพวกนางกลายเป็นต้นตระกูลของชาวโมอับและชาวอัมโมน โลทรอดชีวิตมาได้จึงเพราะความเมตตาของพระเจ้า ไม่ใช่ความดีของเขา[9]

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):
ภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testament)

มัทธิว 6:1-18 (Mt. 6:1-18)

📖 เรื่องย่อ & จุดสังเกตก่อนอ่าน

ในมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงพาผู้ฟังมองลึกเข้าไปถึงแรงจูงใจเบื้องหลังการปฏิบัติศาสนกิจสามเรื่องหลักที่ชาวยิวคุ้นเคยดี คือการให้ทาน การอธิษฐาน และการอดอาหาร[10] พระองค์ทรงเปิดฉากเตือนอย่างจริงจังในข้อ 1 ว่า "จงระวัง อย่าทำดีต่อหน้าผู้คนเพื่อหวังให้เขาเห็นว่าท่านมีความชอบธรรม" (NTV) คำเตือนนี้ชี้ไปที่พวก "หน้าไหว้หลังหลอก" (ข้อ 2) ซึ่งคำภาษากรีกเดิมหมายถึงนักแสดงที่สวมหน้ากากบนเวที[11]

พระองค์จึงทรงเตือนเรื่องการ "เป่าแตร" เวลาให้ทาน ซึ่งน่าจะเป็นสำนวนเปรียบเทียบมากกว่าการเป่าแตรจริง[12] แล้วทรงเปรียบให้เห็นภาพว่า "เมื่อท่านให้ทานสงเคราะห์ ก็อย่าให้มือซ้ายรู้ว่ามือขวาทำอะไร" (NTV) ภาพนี้ไม่ใช่แค่การซ่อนจากคนอื่น แต่หมายถึงการไม่เก็บความดีของตัวเองไว้ชื่นชม[13]

เมื่อสอนเรื่องการอธิษฐาน พระเยซูทรงเตือนไม่ให้อธิษฐานพร่ำเพ้อซ้ำซาก เพราะพระบิดาทรงทราบความจำเป็นของเราก่อนที่เราจะเอ่ยปากขอเสียอีก ทรงแนะนำให้เข้าไปในห้องชั้นในและปิดประตู แทนที่จะยืนโอ้อวดตามมุมถนน แล้วทรงให้คำอธิษฐานตัวอย่างที่เรียบง่าย[14] เริ่มว่า "ข้าแต่พระบิดาของเราในสวรรค์ ขอพระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ" (NTV) ลำดับคำขอก็น่าสังเกต สามคำขอแรกเป็นเรื่องของพระเจ้าก่อน แล้วจึงตามด้วยอาหารประจำวันและการอภัยบาป[15] และทันทีหลังคำอธิษฐาน ข้อ 14–15 ย้ำอีกครั้งว่า การยกโทษให้ผู้อื่นสัมพันธ์กับการที่พระบิดาทรงยกโทษให้เรา

ส่วนเรื่องการอดอาหาร พระเยซูทรงห้ามแสร้งทำหน้าเศร้าหมองเพื่ออวด แต่ให้ล้างหน้าและดูแลตัวเองตามปกติ สังเกตได้ว่าตลอดตอนนี้ พระองค์ทรงย้ำคำว่า "พระบิดา" หลายครั้ง และทั้งสามเรื่องล้วนชี้ไปที่หลักการเดียวกัน คือทำต่อหน้าพระบิดาผู้ทรงเห็นในที่ลับ ภาพที่พระเยซูวาดไว้จึงไม่ใช่ผู้คุมที่จับผิด แต่เป็นพระบิดาที่มองเห็นสิ่งดีเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครเห็น และจะตอบแทนเอง[16]

อ่านบทเต็มภายนอก (BibleGateway):

แหล่งอ้างอิง

  1. [1]“The personal Theophany of Jehovah (cf. Genesis 16:13) was evidently at first not recognized by Abraham.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 18:1
  2. [2]“that hospitality which was and continues to be the sacred duty of an Arab sheik.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Genesis 18:5
  3. [3]“It was not a laughter of faith, like Abraham's, Ge 17:17, but a laughter of doubting and distrust.” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Genesis 18:12
  4. [4]“He employs the language of a free-born son with his heavenly Father.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Genesis 18:23
  5. [5]“The patience of the Lord is no less remarkable than the perseverance of Abraham. In every case he grants his petition.” — Barnes' Notes on the Old and New Testaments (1834), on Genesis 18:23
  6. [6]“Lot’s proposal, so atrocious in our ears, may have been deemed meritorious in an Eastern country, where no sacrifice was considered too great to maintain inviolate the safety of a stranger who had been received in hospitality.” — Cambridge Bible for Schools and Colleges (1877), on Genesis 19:8
  7. [7]“This was unadvisedly and unjustifiably offered.” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Genesis 19:8
  8. [8]“Probably she hankered after her house and goods in Sodom, and was loath to leave them.” — John Wesley, Explanatory Notes on the Whole Bible (1754–65), on Genesis 19:26
  9. [9]“It was not owing to their merits, but to the mercy of God that they were spared” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Genesis 19:16
  10. [10]“it laid stress, as the religion of Islam did afterwards, on the three great duties of the religious life, almsgiving, fasting, and prayer” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Matthew 6:1
  11. [11]“properly a stage-player, who acts under a mask, personating a character different from his own” — Adam Clarke's Commentary on the Bible (1831), on Matthew 6:5
  12. [12]“There is no reason, however, for taking the words so literally.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Matthew 6:2
  13. [13]“dwell not on it even in thine own thoughts, lest it minister to spiritual pride” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Matthew 6:3
  14. [14]“for this prayer is not a strict form, but a pattern of prayer” — John Gill's Exposition of the Bible (1746–66), on Matthew 6:9
  15. [15]“The first three petitions have to do exclusively with God” — Jamieson, Fausset & Brown, Commentary Critical and Explanatory (1871), on Matthew 6:9
  16. [16]“Here it is brought before us as an encouragement and ground of hope.” — Ellicott's Commentary for English Readers (1878), on Matthew 6:4